หนุ่มเผยล้มฝันนักบอลเพราะ ‘เจี๊ยวเล็ก’
ผู้สร้างภาพยนตร์รายหนึ่งออกมาเผยว่าต้องละทิ้งความฝันในวัยเด็กที่จะเป็นนักฟุตบอลอาชีพเนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับขนาด “อวัยวะเพศ” ของตนเอง
ซิกู นิอาคาเต้ วัย 34 ปี เติบโตมากับการเล่นฟุตบอลในปารีสและชื่นชอบทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ของเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เป็นอย่างมาก
เขาใฝ่ฝันที่จะเดินตามรอย เดวิด เบ็คแฮม และ ปาทริซ เอฟร่า ที่ โอลด์ แทรฟฟอร์ด แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและยังถูกเปรียบเทียบกับตำนานของแมนเชสเตอร์ซิตี้อย่าง ยาย่า ตูเร่ เนื่องจากรูปร่างสูงและสไตล์การเล่นของเขา
อย่างไรก็ตาม นีอาคาเต้ ได้เปิดเผยว่าเขาจำต้องละทิ้งความฝันที่จะเข้าร่วมสโมสรฟุตบอลเพราะเขารู้สึกอายเกี่ยวกับอวัยวะเพศของเขา
ในสารคดีชื่อ ‘Dans le noir, les hommes pleurent’ (มุมมืดของผู้ชาย) ซึ่งกล่าวถึงประเด็นเรื่องความเป็นชาย และสามารถรับชมได้ทาง YouTube ผู้กำกับเล่าถึงเหตุการณ์ที่น่าเศร้าสองเหตุการณ์ในวัยเด็กของเขา ซึ่งเป็นต้นเหตุของความกลัวที่จะเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องแต่งตัว
การอาบน้ำร่วมกับผู้อื่นกลายเป็นสิ่งที่คิดไม่ถึงว่าจะ ส่งผลให้ความฝันที่จะเป็นนักฟุตบอลของเขาต้องจบลง
เขาให้สัมภาษณ์กับ
L’Equipe
ว่า “ตอนเด็กๆ ผมฝันอยู่แค่เรื่องเดียวคือเป็นนักฟุตบอล”
“ผมฝันถึง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เสื้อสีแดง หมายเลข 7 เดวิด เบ็คแฮม และ ปาทริซ เอฟรา ผมทุ่มเททุกอย่างเพื่อมัน ผมเล่นฟุตบอลอย่างน้อยวันละสามชั่วโมง ผมเล่นเก่ง เก่งมากด้วยซ้ำ”
“ผมเล่นตำแหน่งกองกลาง บางครั้งก็ขยับไปเล่นกลางรุก ผมตัวสูง สูงมาก ตอนเรียนมัธยมต้น ผมสูงถึง 192 เซนติเมตรแล้ว ผมมีพรสวรรค์ด้านเทคนิค เก่งจริงๆ ซึ่งหาได้ยากสำหรับคนตัวสูง”
“ผมการออกบอลของผมก็ดีกว่าทุกคนที่ผมเล่นด้วย ผมเป็นคนเปิดบอลด้วยซ้ำ แม้ว่าผมจะสูงที่สุด เพราะผมเตะแม่นยำมาก ผมคล้ายๆ กับ ยาย่า ตูเร่ ผมเล่นอยู่ในละแวกบ้านของผมในปารีส เขต 19 และแน่นอนว่าคำถามเรื่องการเข้าร่วมสโมสรก็เกิดขึ้น”
“แต่การทำเช่นนั้นหมายความว่า ผมต้องยอมรับแนวคิดเรื่องห้องอาบน้ำรวม ซึ่งสำหรับผมแล้วเป็นเรื่องที่คิดไม่ถึง เป็นไปไม่ได้ สิ่งที่ผมซ่อนไว้จะปรากฏให้เห็น”
เขาอธิบายว่า “ตอนที่ผมยังเด็ก วันหนึ่งผมกำลังจะอาบน้ำ ขณะที่พี่สาวกำลังทำความสะอาดห้องน้ำ เราเริ่มทะเลาะกัน พี่สาวโกรธและพูดกับผมพลางหัวเราะว่า ‘ไอ้เจี๊ยวเล็ก’ คำพูดนั้นแทงใจผม มันฆ่าผม ผมคิดว่าผมไม่ปกติ ร่างกายผมไม่สวย และผมต้องซ่อนมันไว้”
“ต่อมา หลังจากแข่งฟุตบอลเสร็จ เพื่อนคนหนึ่งโชว์อวัยวะเพศของเขาให้ผมดูโดยไม่มีเหตุผล แบบแค่หยอกล้อกันเล่น และขอให้ผมโชว์ของผมให้เขาดูบ้าง”
“อวัยวะเพศของเขาใหญ่กว่ามาก และผมไม่ได้อยากให้เขาโชว์ เขาพยายามกดดันผม บอกว่ามันแปลกที่ผมปฏิเสธ ผมไม่มีทางเลือก ผมเลยดึงกางเกงวอร์มและกางเกงในลง เขาดู กลั้นหัวเราะ แล้วก็ระเบิดออกมาว่า ‘เจี๊ยวแกเล็กว่ะ บ้าไปแล้ว'”
“ข้างในใจผมแทบแหลกสลาย ผมเดินตามหลังเขาไป มองพื้น ก้มหน้าลง ผมกลายเป็นตัวประหลาด ดังนั้นผมจึงตัดสินใจว่าจะไม่เล่นฟุตบอลระดับสโมสรอีกเลย ไม่เลยสักครั้ง ดังนั้นบางทีตอนที่ผมได้เล่น ผมอาจจะเก่งขึ้นเป็นสองเท่า เพราะผมชดเชยกับการที่ไม่ได้เล่นเป็นทีม”
“ผมไม่ได้จะบอกว่าผมมีพรสวรรค์ที่จะประสบความสำเร็จในอาชีพการงาน แต่ผมคิดว่าผมสามารถเล่นให้กับหลายๆ สโมสรได้ แม้แต่สโมสรที่ดีๆ ก็ตาม แต่การเปิดเผยตัวเองอย่างหมดเปลือกไม่ใช่ทางของผม”
“ผมพูดถึงความสำคัญของขนาดอวัยวะเพศชายในสารคดีของผมเรื่อง ‘In the Dark, Men Cry’ และจากฟีดแบ็กที่ผมได้รับ ผมตระหนักว่ามันส่งผลกระทบต่อผู้ชายจำนวนมาก มันถูกเรียกว่า ‘อาการ ล็อกเกอร์รูม'”
“ผมเคยคิดว่าผมเป็นคนเดียวที่คิดอยู่ตลอดเวลาว่า ‘น่าอายจังที่มีร่างกายแบบนี้!’ มันไม่เคยหายไปจากผมเลย ตอนเรียนพละในโรงเรียนมัธยมต้น ผมได้คะแนนระหว่าง 17 ถึง 20 ตลอด แต่พอถึงว่ายน้ำ ผมได้ศูนย์ เพราะผมไม่เคยไปว่ายน้ำเลย เพราะมันหมายถึงการใส่ชุดว่ายน้ำที่รัดเป้า การใส่ชุดว่ายน้ำในห้องอาบน้ำเหรอ? ลืมไปได้เลย!”
“ผมรู้ตัวดีว่าขนาดอวัยวะเพศมีความสำคัญอย่างไม่สมเหตุสมผลในชีวิตผม มันคือสงครามภายในใจของผม ตั้งแต่เด็ก ผมบอกตัวเองว่า ‘ผมจบแล้ว’ ตอนเด็กๆ ผมมองร่างกายตัวเองด้วยความรังเกียจอย่างมาก แต่ผมก็บอกตัวเองเสมอว่า ‘มันจะเปลี่ยนไปเมื่อผมโตขึ้น’ ผมมีความคิดแบบอุดมคติ”
“หลังจากนั้นไม่นาน ผมก็รู้ว่าร่างกายนี้มีความถาวร ดังนั้นความคิดแบบอุดมคตินั้นจึงดับลง และนั่นคือตอนที่ผมก้าวไปไกลมาก ผมบอกตัวเองว่าผมต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างแน่นอน ผมค้นคว้าเรื่องการผ่าตัดและอื่นๆ
“ผมรู้สึกเหมือนถูกลงโทษโดยโชคชะตาทางพันธุกรรม เหมือนผมล้มเหลวในหน้าที่ของความเป็นชาย และมันส่งผลต่อทุกแง่มุมในชีวิตของผม”
“แน่นอนว่ามันมากเกินไป ผมเห็นจากคู่รักของผมว่ามันไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อความสุข หรือแม้แต่เป็นหัวข้อสนทนา พวกเขาไม่ได้มองมันในแบบที่ผมมอง พวกเขาจะถามว่า ‘คุณพูดเรื่องอะไร?'”
“บางที ในฐานะที่เป็นคนผิวดำ ผมอาจคิดว่าความปกติของผมต้องเกินกว่าปกติ ผมไม่สามารถทำตามบรรทัดฐานของฝรั่งเศสได้ ผมคิดว่าสิ่งนี้อาจทำให้เกิดมุมมองที่บิดเบือนเกี่ยวกับตัวเองได้
“ทุกอย่างดีขึ้นตั้งแต่ผมยอมให้ตัวเองได้สัมผัสกับความใกล้ชิดสนิทสนมกับผู้อื่น ซึ่งเป็นสิ่งที่คิดไม่ถึงมานาน แต่ในขณะที่ตัวตนในที่สาธารณะ ตัวตนที่สวมเสื้อผ้า ผมรู้สึกสบายใจมากกว่า แต่ตัวตนที่เปลือยเปล่าผมกลับไม่เป็นเช่นนั้นเลย”
ที่มา: soccersuck

